๗๘. อิลลิชชาดก (ว่าด้วยคนมีรูปร่างเหมือนกัน )

        พระพุธองค์ได้ทรงปรารภมัจฉริยเศรษฐีให้เป็นต้นเหตุ มีเรื่องราวมาว่า มีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อ    โกสิยะอยู่ในสูกรนิคมใกล้กรุงราชคฤห์ เป็นผู้ตระหนี่เหนียวยิ่งกว่าบุคคลธรรมดา  อยู่มาวันหนึ่งสมเด็จพระบรมครูทรงเล็งเห็นอุปนิสัยของเศรษฐีกับทั้งภรรยาที่จะได้สำเร็จโสดาปัตติผล ในระหว่างนั้นเศรษฐีได้เข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงราชคฤห์ ขากลับมาได้พบชายคนหนึ่งกำลังนั่งบริโภคขนมเบื้องอยู่ เศรษฐีก็รู้สึกมีความอยากเป็นกำลังแต่สู้อดกลั้นไว้ เมื่อกลับมาถึงบ้านเรือนก็ไม่บอกแก่ผู้ใด เข้าไปนอนคลุมผ้าอยู่ในห้องจนซูบผอมไปเป็นลำดับ ในที่สุดก็แจ้งแก่ภรรยา ๆ ก็รับอาสาจะทำขนมเบื้องให้บริโภคเฉพาะเศรษฐีคนเดียว แล้วจัดแจงเครื่องทอดขนมขึ้นพากันขึ้นไปสู่ปราสาทชั้นที่ ๗ เพื่อปรารถนาจะทอดขนมโดยไม่ให้ผู้ใดผู้หนึ่งรู้เห็นด้วย กลัวจะมีผู้อยากจะบริโภคด้วย ในขณะนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสกับพระโมคคัลลาน์ว่าเราต้องการฉันขนมเบื้อง เมื่อพระโมคคัลลาน์ได้ทราบพระพุทธประสงค์ จึงเข้าสู่ฌานสมาบัติเหาะไปสู่ปราสาทของเศรษฐี ไปหยุดอยู่ตรงหน้าเดินจงกรมไปมา พอมหาเศรษฐีได้เห็นก็รู้สึกเป็นประหนึ่งเสี้ยนหนามมาตำตา มีความขัดแค้นแน่นใจว่าเราหนีมาที่ปราสาทชั้นที่ ๗ แล้วยังไม่พ้นคนขอทาน จึงกล่าวว่า อย่างไรท่านก็ไม่ได้ขนมเบื้องของเรา พอทอดขนมเบื้องแล้วจึงกล่าวขึ้นอีกว่า ถึงท่านจะนั่งอยู่ในอากาศก็จักไม่ได้รับขนมเบื้องเป็นแน่ พระเถระก็นั่งลงบนอากาศ เศรษฐีจึงกล่าวอีกว่า ถึงท่านจะยืนอยู่บนธรณีหน้าต่างก็จะไม่ได้รับขนมเป็นแน่ พระเถระเจ้าก็เข้าไปยืนอยู่ที่ธรณีหน้าต่าง เศรษฐีจึงกล่าวอีกว่า ไม่เพียงแต่เท่านี้ถึงท่านจะบันดาลให้เกิดเป็นควันตลบขึ้น ก็จักไม่ได้รับขนมจากเราเป็นเที่ยงแท้ พระเถระเจ้าก็บันดาลให้ปราสาททั้งหลังกลบครึ้มไปด้วยควันไฟจนเกือบเศรษฐีจะหายใจไม่ออก เศรษฐีจึงคิดว่าสมณะองค์นี้ เมื่อไม่ได้รับขนมเห็นจะไม่กลับเป็นแน่ จึงบอกให้ภรรยาทอดขนมแผ่นเล็ก ๆ แต่พอภรรยาตักเอาแป้งหน่อยหนึ่งหยอดลงไปในกระทะ ก็กลับกลายเป็นขนมแผ่นใหญ่ขึ้นเต็มกระทะ เศรษฐีขัดใจจึงทอดเอง แต่ก็เป็นเหมือนอย่างภรรยาทอด จึงช่วยกันกับภรรยาจับขนมคนละข้างดึงมาเพื่อจะให้ขาดเป็นชิ้นเล็ก ๆ แต่จะดึงสักเท่าใดขนมก็ไม่ขาดออกจากกัน จึงน้อมขนมก้อนนั้นเข้าไปใส่บาตรพระเถรเจ้า ๆ ก็บันดาลให้บันไดทอดแต่หน้าปราสาทของเศรษฐีไปจนถึงพระเชตวนารามสิ้นระยะทางไกลได้ ๔๕ โยชน์ แล้วได้ให้เศรษฐีกับภรรยาถือถาดขนมเบื้องตามไป บัดเดี๋ยวใจก็ไปถึงสำนักพระพุทธองค์ ๆ ให้เศรษฐีกับภรรยาน้อมนำขนมเบื้องถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ ด้วยอานุภาพแห่งสมเด็จพระทศพลขนมเบื้องถาดเดียวก็เหลือจากภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ ถึงจะแจกให้แก่ศิษย์วัดขนมนั้นก็ยังเหลืออยู่ สมเด็จพระบรมครูได้ทรงแสดงธรรมแก่เศรษฐีกับภรรยา เศรษฐีกับภรรยาก็ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันหมดความตระหนี่เหนียวแน่น กลับกลายเป็นคนยินดีในการให้ทานจำเดิมแต่นั้นมา

        สมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงสรรเสริญพระมหาโมคคัลลาน์เถรเจ้า เป็นผู้เข้าใจการแนะนำตระกูลทั้งหลายให้เลื่อมใสศรัทธา แล้วทรงแสดงเรื่องอดีตว่า มีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อว่าอิลลิสเศรษฐีอยู่ในกรุงพาราณสี มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ แต่เป็นผู้ประกอบด้วยบุรุษโทษหลายประการ คือ เป็นคนง่อย เป็นคนกระจอก เป็นคนตาเข เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น ส่วนบิดามารดาของอิลลิสเศรษฐีนั้นเป็นคนยินดีในการบริจาคทานเมื่อทำลายขันธ์แล้ว ได้ขึ้นไปเกิดเป็นพระอินทร์อยู่ในเทวโลก อิลลิสเศรษฐีผู้ได้รับมรดกจึงให้เผาโรงทานเสียสิ้น ครั้นอยู่มาบิดาของอิลลิสเศรษฐีที่ไปเกิดเป็นพระอินทร์ได้ทราบเหตุการณ์ดังนั้น จึงเสด็จลงมาจากสวรรค์จำแลงตนให้มีรูปร่างเหมือนอิลลิสเศรษฐีทุกอย่าง แล้วเข้าไปเฝ้าพระเจ้ากรุงพาราณสีขอมอบทรัพย์ ๘๐ โกฏิถวายให้เป็นของหลวง แต่พระเจ้ากรุงพาราณสีไม่ทรงรับ จึงกราบทูลว่า ถ้าอย่างนั้นกระหม่อมฉันจะขอนำทรัพย์ทั้ง ๘๐ โกฏิออกบริจาคทานให้หมดสิ้น แล้วถวายบังคมลาไปสู่บ้านอิลลิสเศรษฐี ในเวลานั้นอิลลิสเศรษฐีไม่อยู่ เมื่อขึ้นไปถึงปราสาทแล้ว ได้สั่งให้บ่าวไพร่บริวารเปิดคลังนำทรัพย์ออกบริจาคทาน ครั้นอยู่มา อิลลิสเศรษฐีกลับจากธุระปรารถนาจะเข้าไปบ้าน แต่นายประตูห้ามไม่ให้เข้าโดยอ้างว่า เมื่อตระกี้นี้ท่านเศรษฐีได้สั่งไว้ว่า ถ้ามีผู้มีรูปร่างเหมือนอย่างท่านมาอ้างตนว่าเป็นเศรษฐีจะเข้าไปในบ้านนี้ จงขับไล่ไปให้พ้น เมื่ออิลลิสเศรษฐีได้ฟังดังนั้น ก็สะดุ้งตกใจรำพึงว่า ผู้อื่นนอกจากพระมหากษัตริย์แล้วไม่มีผู้ใดจะเป็นที่พึ่งของเราได้ จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าพาราณสีกราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ พระเจ้ากรุงพาราณสีก็ทรงฉงนสนเทห์ จึงรับสั่งให้หาอิลลิสเศรษฐีที่ให้ทานนั้นเข้าเฝ้า เมื่อคนทั้งสองไปพร้อมหน้ากันแล้วพระเจ้าพาราณสีก็จำไม่ได้ว่าคนไหนเป็นอิลลิสเศรษฐีแท้ หรืออิลลิสเศรษฐีปลอมจึงให้หาภรรยาของอิลลิสเศรษฐีเข้าไปชี้ตัว แต่ได้ไปชี้เอาอิลลิสเศรษฐีปลอม ถึงบุตรธิดาบ่าวไพร่กรรมกรก็เหมือนกัน ส่วนอิลลิสเศรษฐีแท้จึงคิดว่า ต่อมที่ศีรษะของเรามีอยู่มีผู้รู้ผู้เห็นก็แต่ช่างตัดผมคนเดียวเท่านั้น เราควรจะกราบทูลขอให้รับสั่งให้หาช่างตัดผมนั้นเข้ามาเฝ้า เมื่อคิดแล้วก็กราบทูลขอให้ช่างตัดผมเข้าชี้ตัวพระเจ้ากรุงพาราณสีก็กระทำตาม เมื่อช่างตัดผมเข้ามาเฝ้าแล้ว พระเจ้ากรุงพาราณสีจึงตรัสถามว่า คนไหนเป็นอิลลิสเศรษฐีแท้ ช่างตัดผมกราบทูลว่า ถ้าข้าพระพุทธเจ้าได้ดูศีรษะแล้วจึงจะรู้ได้ ในขณะนั้นพระอินทร์ก็นิรมิตต่อมให้เกิดขึ้นที่ศีรษะ เวลาช่างตัดผมตรวจดูก็เห็นมีต่อมอยู่ที่ศีรษะทั้งสองคนไม่รู้ว่าคนไหนเป็นอิลลิสเศรษฐีแท้จริง จึงทูลว่า อุโภ ขญฺชา อุโภ กุณี  เป็นอาทิ แปลว่า ทั้งสองเป็นต่อมเหมือนกัน เป็นกระจอกเหมือนกัน  ตาเขเหมือนกัน เป็นต่อมที่ศีรษะเหมือนกัน  ข้าพระองค์ไม่ทราบว่าคนไหนเป็นอิลลิสเศรษฐีแท้ ดังนี้  เมื่ออิลลิสเศรษฐีได้ฟังถ้อยคำดังนี้  ก็เกิดความเสียใจจนดำรงสติไว้ไม่ได้ ได้ล้มลงต่างหน้าพระที่นั่ง ขณะนั้นอิลลิสเศรษฐีปลอมจึงเหาะขึ้นไปยืนอยู่บนอากาศประกาศว่า  ข้าพเจ้าไม่ใช่อิลลิสเศรษฐี ข้าพเจ้าเป็นพระอินทร์ต่างหาก ส่วนอำมาตย์ทั้งหลายก็พากันช่วยแก้ไขอิลลิสเศรษฐีให้มีสติขึ้น แล้วอิลลิสเศรษฐีจึงกราบไหว้ซึ่งพระอินทร์ ๆ จึงชี้แจงให้ทราบว่า เป็นบิดาได้เป็นผู้บริจาคทานแล้วขึ้นไปเกิดเป็นพระอินทร์ และแนะนำสั่งสอนให้อิลลิสเศรษฐีตัดความตระหนี่ ยินดีในการให้ทานแล้วก็กลับไปสู่เทวสถาน เมื่อแสดงอดีตดังนี้แล้วจึงทรงประชุมชาดกว่า อิลลิสเศรษฐีในครั้งนั้น ได้มาเกิดเป็นมัจฉริยเศรษฐีคนนี้ พระอินทร์ได้เกิดมาเป็นพระโมคคัลลาน์ พระเจ้ากรุงพาราณสี ได้เกิดมาเป็นพระอานนท์ ส่วนช่างตัดผม ได้มาเกิดเป็นเราตถาคตนี้แล ดังนี้

คนทั้ง ๒ คน เป็นคนกระจอก, คนค่อม ตาเหล่เกิดต่อม

ที่ศีรษะ ข้าพระบาทไม่รู้ว่าคนไหนเป็นอิลลิสเศรษฐี?

อิลลิสชาดกจบฺ