๘๒. มิตตวินทุกชาดก (ว่าด้วยจักรบดศีรษะ)

          พระบรมศาสดาทรงปรารภภิกษุผู้ว่ายากรูปหนึ่งให้เป็นต้นเหตุ มีเรื่องปรากฏมาว่าครั้งศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า มีบุตรเศรษฐีคนหนึ่งชื่อว่ามิตตวินทุกะเป็นคนไม่เชื่อถ้อยฟังคำของมารดาบิดา ไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มารดาได้จ้างให้ไปฟังธรรมเทศนา และรักษาอุโบสถศีลครั้งละพันกหาปณะ แต่มิตตวินทุกะหาได้ตั้งใจฟังธรรมและรักษาอุโบสถไม่ เพียงแต่รับศีลแล้วเลี่ยงไปนอนเสียในที่อื่นจนตลอดคืนยังรุ่ง เป็นอย่างนี้เสมอมา ครั้นอยู่มามิตตวินทุกะได้ขออนุญาตมารดาเพื่อจะไปค้าขายทางสำเภา มารดาห้ามสักเท่าไรก็ไม่ฟังขืนจะไปให้ได้ มารดาได้ออกขวางหน้าไว้ เขาได้ถีบมารดาให้ล้มลงแล้ววิ่งหนีลงเรือสำเภาไปกับพวกพ่อค้าประมาณ ๕๐๐ คน เมื่อสำเภาแล่นไปได้ ๗ วัน กรรมของเขาก็ดลบันดาลให้สำเภาหยุดนิ่ง อาการเหมือนจะแตกทำลายลงในท่ามกลางมหาสมุทร คนทั้งหลายต่างก็สะดุ้งตกใจกลัว ได้แจกสลากาลกัณณีถึง ๓ ครั้ง สลากกาลกัณณีนั้นได้ถูกมิตตวินทุกะถึง ๓ หน คนทั้งหลายจึงทำแพน้อย ๆ จับมิตตวินทุกะปล่อยลงไปในแพลอยไปตามกระแสน้ำ ด้วยอำนาจอุโบสถศีลที่มิตตวินทุกะได้รับเพียงครู่เดียวนั้น แพมิตตวินทุกะได้ลอยไปถึงเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่อาศัยของนางเปรตทั้งหลายผู้มีรูปร่างเหมือนอย่างเทพธิดา และมีทิพยวิมานแก้วผลึกเป็นที่อาศัยสุขสำราญ มิตตวินทุกะได้ขึ้นไปบนเกาะนั้น ไปได้นางเปรต ๔ ตนเป็นภรรยาเสวยสุขอยู่ ๒- ๓ ทิวาราตรี แล้วมิตตวินทุกะก็ลงสู่แพลอยไปอีก ไปได้นางเวมานิกเปรตอีก ๘ ตน ซึ่งอยู่ในวิมานแก้วมณีในเกาะที่ ๒ เป็นภรรยา เมื่อจากเกาะนั้นไป ไปได้นางเวมานิกเปรตในเกาะที่ ๓ เป็นภรรยาอีก ๑๖ ตน ทั้ง ๑๖ ตนนั้นล้วนแต่อยู่ในวิมานแก้วมณี เขาจึงคิดไปอีกว่าในเกาะข้างหน้าคงจะมีนางเทพธิดาดีขึ้นไปกว่านี้อีกมาก เขาจึงจากเกาะที่ ๓ นั้นไปอีก เมื่อไปถึงเกาะที่ ๔ ได้พบเปรตตนหนึ่งมีจักรกรดอยู่บนศีรษะ กรรมที่มิตตวินทุกะได้ถีบมารดาในเวลาจะลงสู่สำเภานั้น ดลบันดาลให้เขาเห็นจักรกรดเป็นดอกบัว เขาจึงอ้อนวอนขอจากเปรตตนนั้น ๆ บอกว่านี่ไม่ใช่ดอกบัวเป็นจักรกรดต่างหาก เขาก็ไม่เชื่อฟังขืนอ้อนวอนขอแล้วขอเล่า เปรตนั้นก็เข้าใจว่าชายคนนี้คงจะทำกรรมไว้เหมือนอย่างเรา แล้วเขาจึงยกกงจักรนั้นลงวางบนศีรษะของมิตตวินทุกะแล้วหนีไป มิตตวินทุกะก็ได้รับทุกขเวทนาด้วยจักรกรดพัดผันศีรษะอยู่เป็นนิจทุกเวลา ครั้งนั้น มีเทวราชองค์หนึ่งมาพบมิตตวินทุกะ ๆ จึงถามว่าข้าพเจ้าด้ำบาปสิ่งใดไว้จักรกรดจึงพัดศีรษะของข้าพเจ้าอยู่เช่นนี้ เทวราชนั้นก็สำแดงบาปกรรมที่มิตตวินทุกำไว้ให้ปรากฏแก่เขา แล้วกล่าวว่า

อติกฺกมฺม   รมณกํ     สทามตฺตญฺจ   ทูภกํ

สฺวาสิ   ปาสาณมาสีโน    ยสฺมา   ชีวํ   น   โมกฺขสีติ

          แปลว่า เจ้าล่วงเลยปราสาทแก้วผลึก ปราสาทเงิน ปราสาทแก้วมณี มาแล้ว บัดนี้มาถึงจักรกรดอันสำเร็จด้วยหิน เจ้ายังมีชีวิตอยู่จักสู้ทนทุกข์อย่างนี้ไปจนกว่าจะสิ้นบาปกรรมของเจ้า ดังนี้ ครั้นเทวราชกล่าวอย่างนี้แล้วก็เสด็จกลับไปสู่ทิพยวิมานของพระองค์  ฝ่ายมิตตวินทุกะก็เสวยทุกข์อยู่ในสถานที่นั้นจนกว่าจะสิ้นบาปที่ทำมา ครั้นพระพุทธองค์แสดงเรื่องอดีตอย่างนี้แล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า มิตตวินทุกะในครั้งนั้น ได้เกิดมาเป็นภิกษุผู้ว่ายากในครั้งนี้ ส่วนเทวราชนั้น คือ เราตถาคตนี้แล  ดังนี้

ท่านเลยปราสาทแก้วผลึก ปราสาทเงิน และปราสาทแก้ว

มณีมาแล้ว ท่านนั้นเป็นผู้ถูกจักรกรดบนศีรษะแล้ว บาปยังไม่

สิ้นตราบใด ท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็จักไม่พ้นจากจักรกรดตราบนั้น.“

มิตตวินทุกชาดกจบ.